ได้อย่างเสียอย่าง

posted on 16 Nov 2011 11:18 by bzrock

ได้อย่างเสียอย่าง 

 

  แสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า มองผ่านหน้าต่างได้ไม่นาน  ต่างคนต่างเคร่งเครียดอยู่ในห้องๆหนึ่ง

 “เอาละพวกเรา ปิดเล่ม  ”    เฮ !!!!!!! 

เสียงเฮลั่นสำนักพิมพ์ทันทีที่สิ้นสุดปลายเสียงของท่านบรรณาธิการ เสียงนี้เป็นสัญญาณอันดีกับทีมงานนิตยสาร Radioactive Magazine ทุกคนรวมทั้งตัวผม แต่พิเศษหน่อยเพราะวันนี้ผมจะได้เดินทางกลับบ้าน

 

    ผมเคลียร์งานที่เหลือและล่ำลาเพื่อร่วมงาน  จากนั้นก็รีบกลับห้องพักเพื่อจัดเตรียมกระเป๋าสัมภาระต่างๆ แล้วปรี่ไปยังหัวลำโพง

“ ท่านผู้โดยสารที่จะเดินทางไปกับรถด่วนขบวน 69 กรุงเทพ สถานีปลายทางหนองคาย รถจะเทียบในชานชาลาที่ 3 ”

    ผมอยู่บนรถไฟเกือบครึ่งชั่วโมงก่อนที่เสียงของเจ้าหน้าที่จะดังขึ้นซะอีก  รถไฟไทยยังคงความเชื่องช้าเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองอยู่ไม่หาย หลายๆคนที่ใช้บริการรถไฟคงมีประสบการณ์ที่ต่างกันไป  ไม่นานเสียงลั่นระฆังดัง เป็นสัญญาณให้รถออก รถไฟออกแล้ว  ฉึก ฉัก ฉึก ฉัก ….  ผมรู้สึกดีมากที่ได้ยินเสียงนี้ เพราะมันเป็นเสียงที่ผมจะได้ยินไปตลอดจนผมถึงบ้าน และที่สำคัญผมจะได้ยินเสียงนี้ไม่บ่อยนัก อาจจะครึ่งปีครั้งก็เป็นได้ ผมเลยหลงรักมันเข้าเต็มเปา

 

  อรุณเบิกฟ้ายามเช้า  ผมยังสะลึมสะลือ ไม่นานดวงตาก็สว่างจ้า สมองปลอดโปร่ง เพราะเมื่อคืนพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มมาตลอดทั้งคืน มองไปรอบๆเห็นชาวต่างชาติหลายคนตื่นก่อนผมได้ซักพักแล้ว

6 โมงเช้า กับลมเย็นโกรกเข้าใบหน้า พลางให้คิดเรื่อยเปื่อยไปไกล  คนไทยนี่ก็แปลก รถไฟชั้น 2 ปรับอากาศนี้น่าจะเป็นชาวต่างชาติที่นิยมใช้บริการมากกว่า แต่กลับเป็นชาวไทยที่นอนกันเต็มโบกี้  ผมโดยสารมากับตู้นอนธรรมดา มีพัดลมแก่ๆ 5 ตัว คอยพัดความเย็นที่ค่อนข้างจะออกไปทางอุ่นมากกว่าให้ผู้โดยสาร    

 

      ผมสั่งกาแฟกับเจ้าหน้าที่ตู้เสบียงหน้าตาสดใสที่เดินถือกระติกน้ำร้อน ผ่านมาพร้อมกับเสียง “ กาแฟร้อนครับ กาแฟครับ กาแฟ ” คำพูดที่สั้นลงเรื่อยๆ มองดูเหมือนขี้เกียจขาย แต่เขาอาจจะเกรงใจเพราะมีผู้โดยบางคนยังไม่ตื่นด้วย    ไม่นานเขาก็ยื่นกาแฟในแก้วกระดาษแลกกับเงิน 25 บาท แล้วเดินจากไป  ผมจิบกาแฟแล้วเดินไปยังช่วงเชื่อมต่อระหว่างโบกี้ แล้วนั่งลงตรงบันไดทางขึ้น นั่งดูต้นหญ้า วัว ควาย เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่ากำลังเดินทางเข้าสู่ภาคอีสาน  

   

     ผมหยิบหูฟัง iPod ขึ้นมาเสียบที่หูทั้งสองข้างแล้วเลือกเพลงในครื่อง “ Take me home country road Country roads, take me home To the place I belong  West Virginia, mountain mama Take me home, country roads ”

เสียงเพลงจากศิลปินผู้ล่วงลับ John Denver ยังคงสวยงามสำหรับผมเสมอ ผมไม่รู้คำแปลของเพลงนี้ซะทีเดียว แต่พ่อของผมเปิดให้ฟังจนติดหูมาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมกับความหมายที่รู้เพียงแค่ว่า กลับบ้านเรา

 

    8 โมงเช้าแล้ว เป็นเวลาในกำหนดที่รถไฟจะถึงจังหวัดหนองคาย แต่รถเพิ่งจะถึงจังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นสถานีก่อนที่จะถึงจังหวัดหนองคาย ผมเห็นผู้โดยสารชาวไทยหลายคนไม่พอใจ ต่างต่อว่าผ่านเจ้าหน้าที่เสบียงหรือตำรวจรถไฟที่ไม่ได้ขับรถไฟ บ้างก็ว่าช้า บ้างก็ว่าบริการห่วยบ้าง บางครั้งเราตีโพยตีพายไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาเลย สู้ไม่รู้ไม่ชี้แบบชาวต่างชาติดีกว่า สบายใจกว่าเยอะ

    

    รถไฟไทยเรารู้กันอยู่ ผมไม่คาดหวังอะไรมาก ผมแค่ฝากตัวไว้กับเสียงเพลงและรถไฟ แต่หัวใจนั้นมารอรับตัวเราที่สถานี   9 โมงครึ่ง เสียงล้อรถไฟค่อยๆลดการเสียดทานกับรางเหล็กจนรถหยุดสนิท ผู้โดยสารทยอยลงจากรถ และมุ่งสู่จุดหมายต่อไปที่แตกต่างกัน   ญาติพี่น้องโผเข้ากอดกันด้วยความดีใจที่คนที่รักกลับมาหา เป็นบรรยากาศที่แสนอบอุ่นเสียจริงๆ  

 

      “ ถึงแล้วเหรอลูก ” เสียงจากแม่ผมที่พูดออกมาทันทีเมื่อเห็นหน้าของผม ผมถึงบ้านแล้ว

 

  ผมไม่รอช้าวิ่งเข้ากอดแม่ที่กำลังรดน้ำต้นไม้ที่สวนด้วยความคิดถึงก่อนที่ผมจะได้สวัสดีท่านเสียอีก  เรา ถามไถ่สารทุกข์ สุขดิบกัน เป็นความรู้สึกที่ผมหาไม่ได้ในสังคมเมืองใหญ่ที่ไม่มีใครมาคอยถามเรา เป็นอย่างที่เขาว่ากันจริงๆครับว่า “ไม่มีที่ไหนสุขใจ เท่าบ้านของเรา” ผมใช้เวลาช่วงเช้ากินข้าวมื้อแรกกับครอบครัว และพักผ่อนที่บ้านอย่างมีความสุข

 

  จังหวัดหนองคาย ซ้ายสุดของภาคอีสาน เป็นเมืองเล็กๆติดแม่น้ำโขงที่กั้นคนที่พูดจาสำเนียงคล้ายกัน แต่เพียงต่างกันที่สัญชาติเท่านั้น คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เราไปมาหาสู่กันโดยใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว หรือที่คนลาวเรียกว่า ขัวมิตรภาพไทย-ลาว (ขัว = สะพาน) เราเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันมาตลอด  หนองคายในตาผมนั้น เป็นภาพสีน้ำ รอยตวัดของปลายพู่กันนั้นคือความดิบและเป็นธรรมชาติที่ไม่ต้องปรุงแต่งมาก ท้องฟ้า แสงแดด แม่น้ำ หาดทราย ผู้คน ทุกอย่างเคลื่อนไปอย่างช้าๆ ตามจังหวะหัวใจที่เต้นเป็นปกติ

 

   พลบค่ำ แสงจันทร์ ควบคุมหลอดไฟสีส้มตามริมถนน วัยรุ่นจับกลุ่มกันสังสรรค์ตามร้านนมสดนั่งพื้น บรรยากาศแสนสบายริมฝั่งแม่น้ำโขง  คืนนี้ผมนัดพบกับเพื่อนสนิท 3 คนที่ร้านเหล้าประจำ ไม่นานเราก็พบกัน เสียงจากโต๊ะผมก็ดังลั่นร้านตามประสาคนไม่เจอกันนานแรมปี เราสนุกเพลินไปกับการพูดคุย  เบียร์และดนตรีสดที่บรรเลงเพลงออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

      คืนนั้นเรานั่งคุยกันจนร้านปิด เห็นชาวต่างชาติหลายคนสนุกไม่น้อยหน้าพวกเรา เงินดอลล่าร์ที่สามารถซื้อทุกสิ่งในบ้านเราได้อย่างง่ายดาย สามารถดื่มเบียร์ได้ราวกับซื้อน้ำอัดลม       พร้อมกับหญิงสาวนั่งดริ๊งค์ เมื่อร้านปิด เราต่างแยกย้าย ผมยังไม่อยากกลับบ้านเลยสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนต่ออีก

ซักหน่อย   คุณปู่ Honda CD-70 พาผมชมเมืองหนองคายยามค่ำคืน ที่ยังเหมือนเดิมราวกับสมัยที่คุณปู่ Honda ยังเป็นหนุ่มๆอยู่ ค่ำคืนอันเงียบสงัด เป็นเวลาที่ทุกคนอยู่ในความฝัน เช่นเดียวกับตัวผม ที่แม้จะ ยังไม่หลับ แต่แปลกที่ผมรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝันจริงๆ  

    

   แต่แล้วก็มีบางอย่างปลุกผมให้ตื่นจากฝันตอนนั้น 

… พี่  พี่  พี่   หนู .. .. .. .  !

เป็นเสียงของหญิงสาว ที่เหมือนจะเป็นการขอความช่วยเหลือ ผมจอดรถแล้วดับเครื่องยนต์เพื่อฟังเสียงให้ถนัดขึ้น   ไม่นานผมก็พบที่มาของเสียง  ผมวิ่งปรี่ตามเสียงไปด้วยใจระทึก 

มึง ขัดขืนหรือไง มึงเก่งมากนักนะ คินนี้มึงเจอกูแน่…    ตุ๊บ !!

เสียงดังออกมาจากตรอกเล็กๆ ผมเข้าไปแอบๆ ดู  แล้วพบกับภาพหญิงสาวคนหนึ่งกำลังจะถูกชายคนหนึ่ง กระทำชำเรา  ผมเห็นดังนั้นไม่รอช้า รีบเข้าไปช่วยเธอออกมา ผมสู้กับชายคนนั้นอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งเขาสลบไป เนื่องจากเมาเหล้าอยู่แล้ว   

 

   ผมตกใจมากทีเดียว และต้องตกใจอย่างถึงขีดสุด เมื่อพบว่าเธอคือ แก้ว แฟนเก่าของผม ที่เพิ่งแยกทางกันไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว  ผมควบคุมสติแทบไม่อยู่ แต่สิ่งที่ควรทำที่สุดตอนนี้ คือ พาเธอไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด  

 

   คืนนั้น ผมไม่มีกระจิตกระใจที่จะกลับบ้าน หลังจากที่ส่งเธอถึงมือหมอ   อาการเธอค่อนข้างแย่ ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ  

6 โมงเช้า  พยาบาลมาสะกิดไหล่ผม ปลุกให้ผมตื่นมารับฟังผลการตรวจ  

“เป็นญาติของคนไข้หรือเปล่าคะ” พยาบาลถามผม

“อ๋อ จริงๆแล้วไม่ครับ เป็น เพื่อน ครับ คุณพยาบาลว่าไงครับ” ผมตอบ

“ ตอนนี้คนไข้ปลอดภัยแล้ว แต่ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองเล็กน้อย อาจจะจำเรื่องราวในอดีตได้ไม่ครบถ้วน ”

 

 สิ้นสุดพยางค์สุดท้ายที่ออกจากปากของพยาบาล ทำให้ผมรู้สึกดีที่แก้วปลอดภัย แต่กลับรู้สึกแย่ที่แก้วไม่สมบูรณ์   ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นในเวลาที่ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันจะไปได้สวย  และไม่นานข่าวนี้ก็ไปถึงครอบครับเธอที่อยู่ต่างประเทศ  ผมเองได้รับมอบหมายจากพ่อของแก้วให้ดูแลเธออีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ทำหน้าที่นี้มานานกว่า 2 ปี 

 

    ผมทำทุกอย่างที่ควรจะทำ  ในช่วงเวลาตอนนั้น    ภาพวันเกิดเหตุยังสะเทือนใจผม ลึกๆในจิตใจคิดน้อยใจและเจ็บใจตัวเอง ถ้าหากเจอแก้วเร็วกว่านี้ มันอาจจะไม่แย่ขนาดนี้ก็ได้ แต่ความจริงตอนนี้ คือต้องดูแลให้เธอกลับมาเป็นแก้วคนเดิมให้ได้อย่างดีที่สุด 

   

คืนหนึ่ง  เสียงเรียกของแก้วดังขึ้น ชัดขึ้น  ชัดขึ้นเรื่อยๆ จนผมจับใจความได้ว่าเป็นชื่อผู้ชาย

“ขว..ด   ขว..ด   ขวด” !!

ขวดเป็นชื่อผมครับ  ผมรู้สึกดีใจมาก เธอลืมตาขึ้นและยิ้มให้ผม  

   แก้วจำผมได้ครับ  แต่เธอจำเรื่องระหว่างผมกับเธอไม่ได้   มาถึงตอนนี้ถึงแม้ว่าจะพบเจอกับเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันมาซ้ำสองแล้ว ผมไม่ยอมถอยหลังอีกแล้ว  ถ้าเธอไม่มีทางที่จะเรียกเรื่องราวในอดีตกลับมาเองได้ ผมก็ต้องเป็นคนเรียกมันกลับมา พร้อมกับใส่เรื่องราวที่ดีๆ และใหม่ๆให้กับเธอ   

 

  อีก 2 อาทิตย์  แก้วออกจากโรงพยาบาลไปพักอยู่ที่บ้านน้าสาวของเธอ  ผมก็ได้รู้ว่า เหตุผลที่แก้วกลับจากประเทศอังกฤษมาหนองคาย เพราะเธออยากจะมาพักผ่อน  และอยากมาเยี่ยมบ้านเกิดของเธอ

  ในทางกลับกัน ผมก็อยากจะไปที่ประเทศอังกฤษ ผมเป็นคนชอบฟังเพลงร๊อคฝั่งอังกฤษมาก แต่ความฝันจะไปทัวร์ยุโรปเพื่อชมเทศกาลดนตรี Glastonbury ซักครั้งในชีวิตคงต้องสลายกลายเป็นฝันกลางวันเพราะตังค์น้อยในตอนนี้  สิ่งๆนี้ ทำให้ผมคิดว่า เราต่างมีความต้องการที่ต่างกัน เธออยากจะไปที่หนึ่ง ผมอยากจะไปอีกที่หนึ่ง แต่ลึกๆในใจผมแล้ว ผมหวังว่าจะเจอแก้วที่นั่นเหมือนกัน ถ้ามีโอกาส

ไม่รู้ว่าการมาหนองคายของแก้ว เธอจะหวังที่จะเจอผมเหมือนกับที่ผมหวังจะเจอเธอที่อังกฤษไหม

 

   ไม่กี่วันแก้วมีอาการที่ดีขึ้น แต่ความทรงจำของเธอยังไม่สามารถจำเรื่องราวในอดีตได้เลย ผมขออนุญาตน้าของแก้ว เพื่อพาแก้วไปในที่ๆเธอสามารถจะลืมเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเธอ และผมได้รับโอกาสพาแก้วไปเที่ยวที่ประเทศลาว เพื่อเป็นการฟื้นฟูสภาพจิตใจของแก้ว เป็นประสบการณ์ครั้งที่ 2 ของการไปลาวที่สุดแสนพิเศษสำหรับผม

     อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม เคยพาผมไปลาวด้วยครั้งแรก ด้วยการชมผ่านภาพยนตร์เรื่อง “สบายดี หลวงพระบาง” ผมรักภาพยนตร์เรื่องนี้มาก ทำให้ผมหลงรักประเทศลาวทันที  เราเดินทางถึงเวียงจันทน์และพักที่เกสต์เฮ้าท์ 1 คืน และเดินทางสู่หลวงพระบาง ด้วยการเดินทางผ่านโค้ง เพียง 3 โค้งเท่านั้น คือ โค้งซ้าย โค้งขวา และ โค้งอันตราย

   

 การเดินทาง ชาวลาว  ข้าวจี่ (ขนมปังไส้กุนเชียงและหมูยอ)  เฝอ (ก๋วยเตี๋ยวลาว) และ เบียร์ลาว ที่หลวงพระบางทำให้ผมกับแก้วรู้สึก สบายดี มากจริงๆ

 

     คืนสุดท้ายที่ประเทศลาว ผมอยู่กับแก้วที่ร้านอาหารริมแม่น้ำโขงที่เงียบสงัด บวกกับลมเย็นๆ  ช่างทำบรรยากาศในคืนนี้ให้สุดแสนจะเป็นใจ  มองไปรอบๆ หนุ่มสาววัยรุ่นชาวลาวทำให้หนุ่มสาววัยทำงานอย่างเราสองคนดูแก่ลงไปเยอะ จากวันนั้นถึงวันนี้ผมสัมผัสได้ว่าแก้วดีขึ้นมาก เรารับประทานอาหารผลัดกับการสนทนาที่ไม่ค่อยถนัดปากนัก เพราะแก้วยังจำผมไม่ได้ดี หลังจากทานเสร็จผมเรียกบ๋อยมาเช็คบิล

     ผมจ่ายเป็นเงินบาทไทย ไม่นานผมก็ได้รับเงินทอนเป็นเงินบาทไทยเช่นกัน  ผมรับเงินทอน แต่ด้วยแรงของลมทำให้แบงค์ 20 บาท ปลิวไปที่หน้าตักของแก้ว   เมื่อแก้วยื่นแบงค์นั้นให้ผมและมองไปที่แบงค์ สิ่งที่เธอเห็นนั้นทำให้แก้วนิ่งไปพักใหญ่ และทำให้เธอปวดหัวอย่างมาก  ผมตกใจมาก เงินทอนปลิวลงตกน้ำไปหมด ซักพักเธออาการปวดหัวของแก้วก็ทุเลาลง  มือเธอคลายแบงค์นั้นออก  แบงค์ 20 นั้น มีชื่อแก้วและชื่อผม อยู่ที่มุมขวาล่าง

 

   ผมจำได้ว่า แก้วเคยให้แบงค์ที่มีชื่อของเธอให้ผมรักษาไว้ เพราะผมเป็นคนที่เก็บเงินไม่ค่อยอยู่ เธอจึงได้ให้แบงค์นี้ไว้

 “ ถ้าแบงค์นี้ถูกขวดใช้ไป ก็เท่ากับว่าเสียแก้วไปด้วย ”   เธอเคยบอกผมไว้ แต่ผมกลับใช้มันไปหลังจากที่ผมเลิกกับเธอ เพราะเหตุผลโง่ๆบางอย่าง

  และแน่นอน เธอจำได้เช่นกัน  ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า เรื่องราวในอดีตจะย้อนกลับคืนมาได้หมดเพียงเพราะความทรงจำเล็กๆบางอย่าง ผมเคยได้ยินคนเขาพูดว่า ของที่คู่กันมันไม่แคล้วคลาดกันหรอก วันนี้ผมเริ่มจะเชื่อบ้างแล้ว ผมเสียสองสิ่งนี้ไป แต่ไม่น่าเชื่อที่วันนี้ผมได้ทั้งสองสิ่งนี้กลับคืนมาพร้อมกัน คืนนั้นเรานั่งคุยกันต่อจนเช้า และ เดินทางกลับพร้อมรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมในจิตใจ เหมือนช่วงๆแรกๆที่เราเคยรู้สึกมีความสุขร่วมกัน

 

  2 วัน ต่อมา  ผมพาแก้วไปเที่ยวรอบตัวจังหวัด 2 ต่อ 2

  2  อาทิตย์ ต่อมา แก้วเดินทางกลับไปที่ประเทศอังกฤษ โดยมีผมไปส่งที่สนามบิน 

  2 เดือนต่อมา แก้วส่งของขวัญมาให้ผมในวันเกิดของผม

  2 ปี ต่อมา …. ผมเดินทางไปที่ประเทศอังกฤษ  เพื่อดูงาน และได้พบกับแก้ว อีกครั้ง …

 

 ความรู้สึกได้อย่างเสียอย่าง เมื่อครั้งที่ “ได้” อยู่คนเดียวเพราะต้อง “เสีย” เธอไปเมื่อ 2 ปีก่อน  แต่ผมก็ “ได้” เจอเธออีกครั้งใน 2 ปี ต่อมา    หลายคนบอกเมื่อ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง จริงครับที่เขาพูด หากเรายึดติดกับประโยคนั้น   แต่สำหรับผมตอนนี้ คำสี่พยางค์นั้นไม่สามารถเป็นกรอบปิดกั้นตัวผมได้ ต่อจากวันนี้ไปผมจะทำให้ “ได้อย่าง” และพยายามไม่ให้ “เสียสักอย่าง”  ให้ได้  


 

ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ : BozKrisana 2009

edit @ 16 Nov 2011 11:31:19 by Boz

edit @ 16 Nov 2011 11:31:57 by Boz

edit @ 16 Nov 2011 11:46:44 by BozKrisana

หลับซักตื่น

posted on 13 Oct 2009 12:46 by bzrock

ความสุขของคนเรามันมีช่องโหว่ ยังไงๆความสุขก็ไม่อยู่กับมนุษย์โลกได้ตลอด ความสุขสามารถแวะเวียนไปในหลายๆที่ เหมือนที่คนเราวิ่งไล่ตามความสุข ในขณะที่มีความสุขนั้นความสุขก็มีเพื่อนที่ไม่ค่อยน่าคบเท่าไหร่คือ ความทุกข์ นั่นเอง เปรียบเหมือนสีขาว และ สีดำ อยู่ที่คนข้างบนกำหนดมา ว่าช่วงเวลาไหนจะให้เราไปเจอกับ สุข หรือ ทุกข์ หากใจเราทุกข์ก็อาจจะคิดให้มันสุขได้ยากพอควรอยู่ คุณว่าไหม ?

ผมมีความสุขกับที่แห่งหนึ่งในประเทศไทย ห่างไกลจากที่ๆผมอยู่ 600 ก.ม. ผมได้พบกับสิ่งที่ผมไม่สามารถหาได้กับเมืองศิวิไลซ์แห่งนี้ สิ่งที่ว่านั้นคือ ความรัก มิตรภาพ และความสุข ผมรักที่นั่นจนหมดหัวใจไปซะแล้ว ผมอยากหนีชีวิตที่เมืองนี้ไปอยู่ที่นั่นให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แต่อย่างไรก็ตามผมยังคงต้องสู้อยู่ที่นี่ก่อน.....

600 ก.ม. หลายๆคนอาจคิดว่ามันเป็นระยะทางที่ไกลแสนไกล แต่สำหรับผมแล้ว ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า ระยะทาง 600 ก.ม. นั้นจะอยู่ห่างกันแค่การนอนหลับ 1 คืน เหมือนฝันใช่ไหมละครับ อยู่ที่ว่าเราจะหลับคืนไหน เพื่อตื่นขึ้นมาเจอกับที่นั่นแค่นั้นเอง ผมพร้อมที่จะหลับเพื่อตื่นขึ้นมาเจอกับที่นั่นทุกๆวัน เพราะผมง่วงทุกครั้งเมื่อคิดถึงที่นั่น 

หนองคาย................        

แล้วคุณล่ะ พร้อมที่จะหลับซักตื่นเพื่อไปในที่ใดซักแห่งเหมือนผมไหมครับ ??

edit @ 13 Oct 2009 12:57:30 by Boz

ไท..?

posted on 05 Aug 2009 17:50 by bzrock

ผมขึ้นไปบนรถเมล์

ผมเจอคนไทยมากมาย

แต่คนไทยเหล่านั้นไม่คุย

ไม่ยิ้ม  ไม่ตอบสนอง

แววตา มุ่งมั่น เลือดอาบดวงตาเป็นรอยไหม้....

ผมอยู่บนรถเมล์

ผมเจอคนไทยมากมาย

แต่มีคนไทยบางคนวิปริต มีอาการทางจิต..

ตัวมีสีทอง ปนสีเงิน

ผมอยู่บนรถเมล์

ผมลงจากรถเมล์

และปะทะ คำว่า"สยามเมืองยิ้ม" 

เข้าที่ใบหน้า...

จนมองไม่เห็นความหมายผ่านตัวอักษรนั้น ...